ทำความเข้าใจโครงการแลกเปลี่ยนก่อนการเดินทาง 
นักเรียนแลกเปลี่ยน คือ นักเรียนที่มีอายุ 15-18.5 ปี (แล้วแต่โครงการ) ต้องการที่จะไปหาประสบการณ์เพิ่มเติม เรียนรู้ภาษา วัฒนธรรม ของต่างชาติ โดยจะต้องผ่านการทดสอบ และถูกคัดเลือกให้เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน ซึ่งโครงการนักเรียนแลกเปลี่ยน จะได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลของประเทศที่จัดทำโครงการนักเรียนแลกเปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐอเมริกา, แคนนาดา ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์, อังกฤษ, ญี่ปุ่น, จีน, ฝรั่งเศส และเยอรมนี เป็นต้น
นักเรียนแลกเปลี่ยนมีหน้าที่เผยแพร่ หรือแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม โดยจะมีการไปพักอาศัยอยู่กับครอบครัวอุปถัมภ์ หรือที่เรียกกันว่า Host Family

โดยครอบครัวอุปถัมภ์นี้จะรับนักเรียนแลกเปลี่ยนไปเลี้ยงดูตลอดเวลาที่อยู่ประเทศนั้น ซึ่งโครงการนักเรียนแลกเปลี่ยนจะเป็นผู้จัดหาให้ และดูแล้วว่าครอบครัวนี้สามารถดูแลเด็กนักเรียน ได้หรือไม่ โดยทีโครงการนักเรียนแลกเปลี่ยนจะหาครอบครัวให้นักเรียนแลกเปลี่ยน โดยการที่นักเรียนแลกเปลี่ยนแนะนำตัว หลังการสอบสัมภาษณ์ว่าทัศนคติของนักเรียนเป็นอย่างไร และหาครอบครัวที่เข้ากับนักเรียนได้ หรือชอบเหมือนๆ กัน โดยทางฝ่ายครอบครัวอุปถัมภ์จะเป็นฝ่ายเลือกนักเรียน

โครงการนักเรียนแลกเปลี่ยนเป็นโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลของประเทศนั้นๆ ซึ่งนักเรียนจะได้รับการยกเว้นค่าเล่าเรียน หรือจ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่มเพียงเล็กน้อย(ในบางกรณี) ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (Grade 10 – 12) อีกทั้งยังมีครอบครัวอุปถัมภ์หรือที่ทุกคนเรียกกันติดปาก ว่าโฮส (Host Family) จัดหาที่พักและอาหาร (มื้อเช้า และเย็น) และเป็นผู้ปกครองนักเรียนตลอดระยะเวลาในโครงการ โดยองค์กรนักเรียนแลกเปลี่ยนในต่างประเทศจะเป็นผู้จัดหาโรงเรียนและครอบครัวอาสาสมัครดังกล่าวให้เหมาะสมกับนักเรียนแต่ละราย

ทำไมถึงเรียกว่า “โครงการนักเรียนแลกเปลี่ยน”?
 เนื่องจากโครงการนี้เน้นการไปศึกษาภาษา และแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมในต่างประเทศ ดังนั้น ทุกคนที่เข้าร่วมถือว่าเป็นเยาวชน เป็นตัวแทนนักเรียนของคนไทย โดยที่นักเรียนทุกคนต้องประพฤติตัวดี มีมารยาทที่ดีสม่ำเสมอ และเผยแพร่วัฒนธรรมไทยเมื่อมีโอกาส ร่วมกันสร้างความเข้าใจอันดีงามระหว่างประเทศต่อสังคม ผู้คนรอบข้าง ฯลฯ

การเข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนแตกต่างจากโครงการศึกษาต่อต่างประเทศทั่วไปอย่างไร?
 โครงการนักเรียนแลกเปลี่ยน เป็นโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลของประเทศนั้นๆ ซึ่งนักเรียนจะได้รับการยกเว้นค่าเล่าเรียน หรือจ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมเล็กน้อย(ในบางกรณี) เข้าเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (Grade 10-12) อีกทั้งยังมีครอบครัวอุปถัมภ์หรือที่ทุกคนเรียกกันติดปากว่า โฮส (Host Family) จัดหาที่พักและอาหาร(มื้อเช้า และเย็น) และเป็นผู้ปกครองนักเรียนตลอดระยะเวลาในโครงการ โดยองค์กรนักเรียนในต่างประเทศจะเป็นผู้จัดหาโรงเรียนและครอบครัวอาสาสมัครดังกล่าวให้เหมาะสมกับนักเรียนแต่ละราย ส่วนโครงการศึกษาต่อต่างประเทศ ผู้ปกครองนักเรียนจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเรียนอยู่ต่างประเทศทั้งหมด ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าโครงการนักเรียนแลกเปลี่ยน ค่อนข้างมาก

ค่าใช้จ่ายระหว่างโครงการแลกเปลี่ยนและโครงการศึกษาต่อต่างประเทศแตกต่างกันอย่างไร?
 "แตกต่างกันมาก" นักเรียนแลกเปลี่ยนจะต้องสมทบทุนโครงการนักเรียนแลกเปลี่ยนประมาณ $8,000 – $15,000 USD ต่อปีการศึกษา(แล้วแต่ประเทศ) ในขณะที่นักเรียนอาจต้องใช้ถึง $20,000 – $25,000 USD ต่อปีการศึกษา กรณีเลือกไปศึกษาต่อเอง มีข้อดีคือนักเรียนสามารถเลือกรัฐที่ต้องการไปเรียน, เลือกโรงเรียน(เอกชน หรือรัฐบาล) และที่พัก(อยู่หอ หรือ Homestay) ได้ตามความต้องการ

นักเรียนแลกเปลี่ยนสามารถเลือกรัฐ, สถานศึกษา และโฮสในประเทศเจ้าบ้านได้หรือไม่?
 ไม่ได้ เนื่องจากโรงเรียนและโฮสจะเป็นผู้เลือกนักเรียนเอง ดังนั้น องค์กรนักเรียนแลกเปลี่ยนในต่างประเทศจะพยายามอย่างดีที่สุด ในการจัดหาครอบครัวอุปถัมภ์และโรงเรียน ที่เหมาะสมให้แก่นักเรียน

นักเรียนจะได้เรียนในชั้นเรียนในระดับใด (Grade Level)?
 โดยปกติถ้าเป็นประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ เช่น สหรัฐอเมริกา, อังกฤษ, แอฟริกาใต้, แคนาดา หรือนิวซีแลนด์ นักเรียนจะได้เรียนในชั้นถัดไป เช่น เรียนจบชั้น ม.4 ในเมืองไทย เมื่อไปต่างประเทศ นักเรียนจะถูกจัดให้เข้าเรียนชั้น ม.5 เป็นต้น แต่บางครั้งนักเรียนอาจถูกลดชั้นก็ได้ หากโรงเรียนเห็นว่านักเรียนมีภาษาอ่อนมาก เช่น บางโรงเรียนอาจจะทดสอบภาษาของนักเรียนแลกเปลี่ยนอีกครั้ง เมื่อเดินทางไปถึง หรือบางประเทศ เช่น ญี่ปุ่น นักเรียนแลกเปลี่ยนส่วนใหญ่จะถูกลดชั้นเรียนด้วยข้อจำกัดทางด้านภาษา

นักเรียนจะทราบได้อย่างไรว่าต้องลงเรียนวิชาอะไรบ้าง?
 ให้นักเรียนปรึกษาอาจารย์ที่ปรึกษาที่โรงเรียน ส่วนใหญ่ประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ จะจัดให้นักเรียนลงเรียนประมาณ 7 วิชา แบ่งเป็นวิชาบังคับ 1-2 วิชา ยกตัวอย่างประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งบังคับให้เรียนวิชาประวัติศาสตร์อเมริกัน และภาษาอังกฤษ ส่วนวิชาที่เหลือประมาณ 5 วิชา นักเรียนสามารถเลือกเรียนได้ตามความถนัด **ซึ่งควรเลือกเรียนตามความจำเป็นที่เราสามารถนำกลับมาใช้ในการขอเทียบชั้นเรียนในเมืองไทยต่อไป หากเป็นประเทศอื่นๆ เช่น ญี่ปุ่น, เยอรมนี หรือฝรั่งเศส นั้น ขึ้นอยู่กับระเบียบและกฎเกณฑ์ของสถานศึกษาแต่ละแห่ง

หากพบว่านักเรียนคนใดมีผลการเรียนตกต่ำ โดยโรงเรียนพิจารณาให้นักเรียนต้องเรียนพิเศษเพิ่มเติม ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ?
 นักเรียน และผู้ปกครองจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายดังกล่าวที่เพิ่มขึ้น ซึ่งองค์กรนักเรียนแลกเปลี่ยน และบริษัทฯ จะประสานงานแจ้งให้ท่านทราบเป็นกรณีไป

ในการขอเทียบชั้นเรียนนั้น สามารถทำได้หรือไม่ และมีหลักเกณฑ์อย่างไร?
 ทำได้ และนักเรียนควรปรึกษาอาจารย์ในสถานศึกษาของตนในเมืองไทยโดยกระทรวงศึกษาธิการ มีหลักการและแนวทางปฏิบัติการเทียบชั้นการศึกษา ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของสถานศึกษาเดิมเป็นหลัก ว่านักเรียนต้องซ้ำชั้นหรือไม่

ควรจะมีค่าใช้จ่ายประมาณเท่าใดต่อเดือนให้กับบุตรหลานของท่าน?
 นักเรียนควรมีค่าใช้จ่ายประมาณ $150 – $300 USD เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัวประจำเดือน สำหรับค่าใช้จ่ายส่วนตัวต่างๆ เช่น ค่าโทรศัพท์, ค่าอาหารกลางวันที่โรงเรียน ค่าเข้าร่วมกิจกรรม ชมรมต่างๆ ที่โรงเรียน เป็นต้น

หากต้องการจะเปลี่ยนโฮส จะสามารถทำได้หรือไม่?
 องค์กรนักเรียนแลกเปลี่ยน ในต่างประเทศจะพิจารณาตามดุลยพินิจที่เหมาะสม ทั้งนี้ จะไม่สามารถเปลี่ยนได้หากนักเรียนมีเหตุผลดังต่อไปนี้.- ยกตัวอย่าง เช่น ไม่ชอบ, ไม่อยากอยู่ในเมืองเล็กๆ เพราะชนบทไป หรือเพราะอยากไปอยู่รัฐอื่น, ไม่ชอบคนสีผิวดำ หรือไม่ชอบอาชีพของโฮส ฯลฯ เหล่านี้เป็นความต้องการส่วนบุคคล ซึ่งหากต้องการอย่างนี้ นักเรียนไม่ควรเข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนตั้งแต่ตนอแรก และควรตัดสินใจใหม่ตั้งแต่บัดนี้ เนื่องจากการเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนนั้น มีกฎระเบียบมากมายบังคับ ดังนั้น นักเรียนควรเลือกไปโครงการศึกษาต่อระดับมัธยมศึกษาตอนปลายที่ประเทศสหรัฐอเมริกา (F-1 Visa) ซึ่งจะสามารถเลือกได้ตามใจชอบ